ใบแดง – ลูกโทษ – แฮนด์บอล -วีเออาร์ ปัญหาโลกแตก

นับตั้งแต่เทคโนโลยี วีเออาร์ (video assistant referee) ถือกำเนิดขึ้นบนโลกมนุษย์ ก็เป็นที่ตั้งความหวังกันว่ามันจะเป็นเหมือน “ฮีโร่ขี่ม้าขาว” มาช่วยขจัดปัดเป่าปัญหาความวุ่นวายของเกมลูกหนัง

แต่ที่ไหนได้ ทำไปทำมา วีเออาร์ น่าจะเพิ่มความน่ากังขาให้กับศึกโม่เกือกซะด้วยซ้ำ แม้ท่านเปาจะมีสิทธิ์พิจารณาภาพช้าอย่างถ่องแท้เช่นเดียวกับท่านผู้ชมทางบ้านกับการเป่านกหวีดชี้ขาดอีกรอบ

ทั้งนี้ต้องย้ำกันก่อนว่า วีเออาร์ เป็นเครื่องมือที่ประเสริฐเลิศเลอ และดีงามต่อการทำให้เกมลูกหนังเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมสำหรับทั้งสองฝ่าย

เพราะหากฝ่ายใดเชื่อว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม วีเออาร์ ก็จะทำให้คุณได้ประจักษ์ถึงความจริง

แต่กระนั้น ท้ายที่สุดแล้วก็เป็น “เมน อิน แบล็ค” มนุษย์ในชุดดำอีกนั่นแหละที่ได้รับสิทธิ์ให้ชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย

และมันน่าเศร้าซะเหลือเกินที่เรายังได้เห็นการตัดสินที่น่าตกตะลึงพรึงเพริดอย่างไม่รู้จักจบสิ้น

ไล่ตั้งแต่ศึกฟุตบอลโลกปีก่อน เรื่อยมาจนถึงฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก และฟุตบอลโกปา อเมริกาที่เพิ่งยุติลงไป

โดยไม่เว้นแม้แต่ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศซีซั่นที่ผ่านมาเช่นกัน

และที่แน่ๆ อย่าลืมว่านับตั้งแต่ซีซั่นหน้าเป็นต้นไป ศึกพรีเมียร์ลีกของเมืองผู้ดีจะมีการนำเทคโนโลยี วีเออาร์ มาใช้อย่างเป็นทางการแล้ว

ต่อเรื่องที่ว่านี้ ไมค์ ไรลีย์ ในฐานะหัวหน้าผู้ตัดสินของลีกอังกฤษจึงต้องออกโรงมาอธิบายความกระจ่างกันสักหน่อย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาได้ยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่ากฏ วีเออาร์ ของพรีเมียร์ลีก จะต่างไปจากฟุตบอลรายการอื่นที่เราได้เห็นกัน

แต่ที่สำคัญที่สุด ไรลีย์ ชี้แจงว่ากฏ “แฮนด์บอล” ของพรีเมียร์ลีกจะต่างไปจากการเป่านกหวีดของท่านเปาในทัวร์นาเมนต์ทั้งหลายแหล่ที่ทำให้ทั้งนักเตะ และแฟนบอลหงุดหงิดหัวใจไปตามๆกัน

ยกตัวอย่างเช่น การเสียลูกโทษของ บราซิล ในนัดชิงชนะเลิศ โกปา อเมริกา จากจังหวะ “แฮนด์บอล” ของ ติอาโก้ ซิลวา

ต่อเหตุการณ์นี้ แม้ทีมงานส่งสัญญาณให้ท่านเปาวิ่งมาดูภาพช้าซะดีๆ แต่สุดท้ายเขาก็ยังดึงดันเป่าให้ แซมบ้า เสียลูกโทษอยู่นั่นเอง ทั้งๆที่กองหลังเจ้าภาพไม่ได้ตั้งใจทำ “แฮนด์บอล” เลยสักนิด

หากแต่ เขาเสียหลักล้ม และมันเป็น “ธรรมชาติ” ของมนุษย์ทุกรายในโลกที่ต้องใช้มือยันพื้นป้องกันการบาดเจ็บ แล้วเผอิญมือไปสัมผัสถูกลูกบอลเข้าให้

ตรงนี้แหละที่ก่อให้เกิดคำถามว่าสมควรเป็น “ลูกโทษ” อย่างนั้นหรือ?

ต่อเรื่องที่ว่า ไรลีย์ ได้ย้อนไปยกตัวอย่างในเกมชิงชนะเลิศถ้วยหูใหญ่ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ สเปอร์ส สองสโมสรจากอังกฤษ

และแม้ท่านเปาจะเป่าให้ หงส์แดง ได้ลูกโทษในจังหวะที่ มุสซ่า ซิสโซโก้ ทำแฮนด์บอลในเขตโทษ

แต่ ไรลีย์ ได้ยืนยันว่าพรีเมียร์ลีกจะไม่เป่าให้จังหวะดังกล่าวเป็นลูกโทษเด็ดขาดเนื่องจากกองกลาง ไก่เดือยทอง ไม่ได้มี “เจตนา”

กล่าวคือ จังหวะนั้น ซาดิโอ มาเน่ ตักบอลเข้าไปแล้วมันไปโดนอกของ ซิสโซโก้ ก่อนจะกระดอนไปโดนแขนของเขา

ฉะนั้นแล้ว สำหรับพรีเมียร์ลีก ไรลีย์ ได้ระบุว่าจะไม่มีการเป่าให้ สเปอร์ส เสียลูกโทษเด็ดขาด

นอกจากนี้ สำหรับกรณีที่ฝ่ายรุกอาศัยชั้นเชิง “ชิพบอล” ยัดใส่แขนกองหลังคู่แข่งในเขตโทษ หวังได้ลูกโทษแบบง่ายๆนั้น ไรลีย์ ก็ยืนยันว่าพรีเมียร์ลีกจะไม่ให้ลูกโทษในกรณีนี้เช่นกัน

สรุปคือ หากนักเตะไม่ได้จงใจกางแขนไปสัมผัสบอลในเขตโทษ แต่เป็นในลักษณะที่บอลลอยมาโดนแขนของเขาเองโดยที่เจ้าตัวไม่ได้ตั้งใจ พรีเมียร์ลีกก็จะไม่ให้เป็นลูกโทษในทุกๆกรณี

อย่างไรก็ดี มันก็เป็นแค่คำพูดหรือว่าลมปากของบิ๊กเชิ้ตดำเท่านั้น และไม่แน่ใจว่าท่านเปาทั้งหลายจะจดจำ และยึดถือไปปฏิบัติจริงหรือเปล่า

อันรวมถึงแฟนบอลเช่นกันว่าจะยอมรับได้หรือไม่ที่ทีมรักจะไม่ได้ลูกโทษ ในจังหวะที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้มีเจตนาทำแฮนด์บอล

ทั้งนี้เพราะจะว่าไปแล้ว แฟนบอลทุกทีมเป็นเหมือนกันทั้งโลกที่ต้องการความได้เปรียบเหนือฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ใส่ใจอะไรทั้งนั้น

สรุปง่ายๆสำหรับพรีเมียร์ลีกก็คือ ไม่ใช่ว่าการทำ “แฮนด์บอล” ในเขตโทษจะต้องเป็น “ลูกโทษ” ทุกครั้งเสมอไป

แต่ก็นั่นแหละ ในเมื่อคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเกมยังเป็นผู้ตัดสินที่ชี้นกเป็นไม้ ชี้ไม้เป็นนกได้  ปัญหาใหญ่ก็ย่อมหนีไม่พ้นการเป่านกหวีดของเขาอยู่ดี

นอกจากลูกโทษแล้ว ใบแดงก็เป็นอีกกรณีที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

อย่างในเกมชิงดำโกปา อเมริกา เช่นกันที่ กาเบรียล เชซุส ศูนย์หน้าเจ้าบ้านได้ใบเหลืองที่สองเฉยทั้งๆที่ขึ้นบอลแย่งโหม่งกับคู่แข่งแบบธรรมดามาก

จึงไม่แปลกที่เจ้าตัวจะฟูมฟายอย่างหนัก แต่ยังดีที่ บราซิล คว้าแชมป์ได้สำเร็จแม้จะเหลือกำลังพลน้อยกว่า

ถึงตรงนี้ การมี วีเออาร์ ยังถือเป็นเรื่องดีสำหรับผู้ตัดสินเพราะมันจะเป็นเครื่องมือช่วยให้เขาทำหน้าที่ได้อย่างเถรตรง ถูกต้องมากขึ้น

แต่กระนั้น มันยังน่าเป็นห่วงก็ตรงที่หากเขายังดึงดันเป่านกหวีดเช่นเดิมหลังดูภาพช้าแล้วเพราะกลัวจะเสียฟอร์ม หรือว่าอะไรก็ตามแต่ มันก็ถือเป็นหายนะของเกมอยู่นั่นเอง

ประมาณว่าถ้ามีการล้มกลิ้งล้มหงายในเขตโทษเมื่อไหร่ เขาก็พร้อมให้ลูกโทษทันทีโดยไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น แม้จะวิ่งไปดูเทปที่ข้างสนามแล้วก็ตาม

คงไม่ผิดนักหากจะบอกว่า วีเออาร์ ไม่ต่างอะไรกับ “กฏหมาย” ซึ่งถูกเขียนขึ้นมาด้วยเจตนาดีเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

 แต่สุดท้ายก็เป็นคนที่ถือกฏหมายนั่นแหละว่าจะจงใจนำไปปฏิบัติในทางที่มิชอบหรือเปล่า!

ขอบคุณข่าว : www.siamsport.co.th

สนใจสมัคร ติดต่อ https://gambleonlineforrealmoneyusa.com