ความสำเร็จของปีศาจแดง

ความสำเร็จของปีศาจแดง

ความสำเร็จของปีศาจแดง

ก่อนอื่นขอสารภาพตามตรงว่าผู้มีจิตศรัทธาในปีศาจแดงอย่างผมทั้งไม่คิดและไม่เชื่อว่าสุดท้ายแล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด จะเบียดเข้าไปอยู่ในอันดับ 4 ของตารางพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาลนี้ได้สำเร็จ ซึ่งนั่นหมายความต่อมาว่าพวกเขาจะอดไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้าอันนำมาซึ่งส่งผลเสียหายอย่างใหญ่หลวง

เหตุที่มั่นใจเสียเต็มประดาซะขนาดนั้น เพราะพวกเขาแสดงให้เห็นมาตลอดว่าไม่มีความสม่ำเสมอในฟอร์มการเล่นเอาเสียเลย

ทุกครั้งที่มีโอกาสขยับเข้าใกล้ ทุกครั้งที่มีโอกาสหายใจรดต้นคอ และทุกครั้งที่ทีมอันดับ 4 รวมถึงคู่แข่งในการแย่งชิงที่ 4 ของตัวเองพลาด

ลูกทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็มักจะพลาดตามด้วย !!!

แมนฯ ยูไนเต็ด สามารถเอาโอกาสอันงดงามของตัวเองไปยัดลงโถส้วมแล้วบรรจงกดชักโครกทิ้งได้อย่างไม่สะทกสะท้าน โดยเป็นแบบนี้มาตลอดนับตั้งแต่เปิดฤดูกาลเลยทีเดียว

ขณะที่จ่าฝูงและว่าที่แชมป์พรีเมียร์ลีกอย่าง ลิเวอร์พูล ทำสถิติเอาชนะคู่แข่งไปเรื่อยๆ แบบไม่ยั้งหยุด ล่าสุด 18 นัดติด ฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด เพิ่งจะเอาชนะคู่แข่งติดต่อกันในพรีเมียร์ลีกได้มากที่สุดแค่ 2 นัดเท่านั้นเอง

ย้ำว่าแค่ 2 นัดเท่านั้น แถมเกิดขึ้นเพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้นด้วย

ความสำเร็จของปีศาจแดง

ครั้งแรกในช่วงโปรแกรมหฤโหดที่ต้องเจอทั้ง สเปอร์ส และ แมนฯ ซิตี้

หลังจากเปิดบ้านอัดตูดไก่ ตามด้วยการบุกไปเหยียบจมูกเพื่อนบ้านผู้น่ารำคาญของตัวเองถึงถิ่น เกมต่อมาที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด กลับทำได้แค่เสมอ เอฟเวอร์ตัน ซะอย่างนั้น

อีกครั้งหนึ่งในช่วงบ๊อกซิ่งเดย์ที่เปิดบ้านถล่ม นิวคาสเซิ่ล 4-1 ก่อนออกไปเชือด เบิร์นลี่ย์ 2-0 แล้วพวกเขาก็เอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม แบบสู้ไม่ได้

ผิดกับฤดูกาลก่อนๆ ที่ถึงแม้ว่าจะย่ำแย่อย่างไร มูลสุกร มูลสุนัข มันก็ยังมีช่วงเวลาที่เดินหน้าพุ่งเข้าชนและวิ่งเข้าใส่ชัยชนะหลายเกมติดต่อกัน

ยกตัวอย่างฤดูกาลก่อนที่ทำสถิติชนะติดต่อกันในพรีเมียร์ลีกเอาไว้ที่ 6 นัด

หรือในฤดูกาล 2017-18 ที่มีช่วงหนึ่งชนะถึง 5 นัดติด

ฤดูกาลนี้เต็มที่แค่ 2 นัด

ความสำเร็จของปีศาจแดง

    ปัญหาใหญ่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด คือเกมรุก เฉพาะอย่างยิ่ง เวลาเป็นฝ่ายครองบอลเหนือกว่าคู่แข่งแล้วพยายามบุกกดดันอย่างต่อเนื่อง เกมรุกของพวกเขาไม่มีความหลากหลายเพียงพอ เช่นเดียวกับไม่ค่อยมีไอเดียในการเข้าทำ แตกต่างจากตอนที่เกมเป็นรอง ซึ่งมักจะทำได้ดีกว่าเวลาเป็นฝ่ายโต้กลับแล้วใช้ความรวดเร็วและคล่องแคล่วของหน่วยล่าสังหารเข้าจู่โจมแบบลอบสังหาร

นอกจากนี้ยังไม่ค่อยมีความกล้าได้กล้าเสีย หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ปอดแหก” อีกต่างหาก

นั่นคือเหตุผลที่บอกว่าทำไม แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงกะซวกชัยชนะอย่างต่อเนื่องได้ไม่นาน

จุดหนึ่งคือพวกเขาไม่มีผู้เล่นประเภท “เพลย์เมคเกอร์” ที่มีความสามารถพิเศษ

ผู้เล่นในตำแหน่ง “หมายเลข 10” อย่าง เจสซี่ ลินการ์ด, อันเดรียส เปเรยร่า และฆวน มาต้า คือผู้เล่นที่ฝีเท้าดาดๆ มาก – ต่อให้อยู่กับทีมอย่าง เบิร์นลี่ย์ ยังไม่รู้เลยว่าจะได้ลงเป็นตัวจริงหรือเปล่า ขณะห้องเครื่องในการขับเคลื่อนเกมอย่าง ปอล ป็อกบา ก็นั่งเบียดกับอาการบาดเจ็บอยู่นอกสนามมากกว่าลงมาเริงระบำบนฟลอร์หญ้า

มิซ้ำยังต้องมาเสียตัวทีเด็ดในเกมรุกอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด ให้อาการบาดเจ็บไปอีกคน

หากเปิดดูสถิติการถล่มตาข่ายของ “แรชชี่” ในฤดูกาลนี้ก็จะพบว่าเขาผูกขาดการทำประตูอยู่แทบจะคนเดียว

ด้วยเกมรุกที่ต้องหยอดน้ำมันหล่อลื่นอยู่ตลอดเวลา แถมเกมรับก็ไม่เหนียวแน่นและแข็งแกร่งเพียงพอนี่แหละทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีฟอร์มการเล่นที่ไม่คงเส้นคงวาแบบ 3 วันดี 4 วันป่วยอยู่ตลอดเวลา

ความสำเร็จของปีศาจแดง

กระทั่งการมาของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส

ดาวเตะที่แฟนบอลเรียกสั้นๆ ว่า “บรูโน่” จัดเป็น “เพลย์เมคเกอร์” ที่มาพร้อมแนวคิดในการเล่นแบบสร้างสรรค์

เท่าที่เห็นจากการลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกไปแล้ว 3 นัด พบว่าอย่างน้อยเขาก็พยายามเอาบอลไปข้างหน้า เพื่อสร้างโอกาสในการทำประตูให้เพื่อนร่วมทีม

เอาแค่แนวคิดก็แตกต่างแล้ว

ว่าแล้วเพื่อให้เห็นภาพที่คมชัดมากยิ่งขึ้น – ขอเปรียบเทียบกับ ฆวน มาต้า ก็แล้วกัน

บ่อยครั้งที่เห็นอยู่ว่าข้างหน้านั้นมีพิ้นที่ว่าง แทนที่จะพลิกบอลขึ้นไปเอง กลับม้วนตัวลงล่างบ้าง แปะคืนหลังทันทีบ้าง คือเล่นเหมือนเอาตัวรอดไปวันๆ เพื่อไม่ให้บอลเสียที่ตัวเองเท่านั้น ซึ่งมันไม่มีประโยชน์ แถมเล่นง่ายๆ แบบนี้ใครก็เล่นได้

เจสซี่ ลินการ์ด กับ อันเดรียส เปเรยร่า ก็ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่

ดาวเตะค่าตัว 47 ล้านปอนด์ผู้นี้ช่วยให้เกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด มีทั้งสีสันและมีชีวิตชีวามากขึ้นอย่างรุนแรง ด้วยการวางบอลยาว แทงทะลุช่อง หรือพาบอลควบตะบึงขึ้นไปเองเพื่อคุกคามคู่แข่ง อีกทั้งยังมีทีเด็ดในการเล่นลูกตั้งเตะที่เคยเป็น “จุดอ่อน” ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ชุดนี้มาตลอด

การมาของเขาคนเดียวสามารถช่วยยกระดับของเพื่อนร่วมทีมให้สูงขึ้นตามไปด้วย

ประกายแห่งความหวังในการไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จึงถูกจุดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

ความสำเร็จของปีศาจแดง

แหม่…ก็จะไม่ให้หวังได้อย่างไรล่ะครับคุณ ในเมื่อตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ตามหลังทีมอันดับ 4 อย่าง เชลซี อยู่แค่ 3 แต้มเท่านั้น ผลต่างประตูได้เสียก็ดีกว่า แถมมีแนวโน้มสูงมากว่าอันดับ 5 ของตารางจะได้ไปเล่นในรายการนี้ด้วย เนื่องจากการติดโทษแบนของ แมนฯ ซิตี้
.
.
.

กระนั้นก็ยังอดหวั่นๆ มิได้

ล่าสุด แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2 นัดติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 ของฤดูกาล แถมไม่เสียประตูมา 3 นัดติดก็จริง ทว่าแมตช์ต่อไปจะต้องออกไปเยือน เอฟเวอร์ตัน ที่กลายเป็นคนละทีม หลังการมาของ คาร์โล อันเชล็อตติ

บุกไปเยือน กูดิสัน พาร์ค เมื่อฤดูกาลที่แล้วโดนไปแค่ 4 ดอกเน้นๆ เองครับ

เท่านั้นไม่พอ

หลังกลับจากโรงงานทอฟฟี่นรกยังต้องฉะปะดะกับ แมนฯ ซิตี้ และสเปอร์ส รวมถึง เชฟฯ ยูไนเต็ด

ความสำเร็จของปีศาจแดง

    นี่คือช่วงเวลาสำคัญอันเป็นบททดสอบที่น่าจะพอบอกได้ว่าพวกเขาสมควรได้ไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือเปล่า โดยโปรแกรมที่เหลือในพรีเมียร์ลีกอีก 11 นัด ก็ถือว่าหนักหน่วงมิใช่น้อย

เอฟเวอร์ตัน (ย) – แมนฯ ซิตี้ (ห) – สเปอร์ส (ย) – เชฟฯ ยูไนเต็ด (ห) – ไบรท์ตัน (ย) – บอร์นมัธ (ห) – แอสตัน วิลล่า (ย) – เซาธ์แฮมป์ตัน (ห) – คริสตัล พาเลซ (ย) – เวสต์แฮม (ห) – เลสเตอร์ (ย)

นอกจากจะต้องเซิ้งกับคู่แข่งแย่งพื้นที่แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยตรงอย่าง เอฟเวอร์ตัน, สเปอร์ส และเชฟฯ ยูไนเต็ด แล้ว ยังมีเกมหนักกับ แมนฯ ซิตี้ และ เลสเตอร์ อีกต่างหาก

อย่างไรก็ตาม

ช่วงโค้งสุดท้ายของพรีเมียร์ลีกของพลพรรคปีศาจแดงทำให้ฤดูกาลแห่งความน่าสะพรึงที่ถูกหุ้มด้วยความห่อเหี่ยวและหดหู่เหมือนรอวันโลกาวินาศฤดูกาลนี้มีคุณค่าเคลือบความเมามันขึ้นมาเยอะเลย

อันดับ 4 และ 5 ของตารางไม่ต่างจากความสำเร็จที่ไม่มีถ้วยรางวัล

หากตอนจบ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา สามารถพา แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ ผมขอสัญญาว่าจะให้อภัยพอๆ กับให้โอกาสกุนซือผู้นี้ในการปลุกเสกปีศาจแดงโดยไม่แสดงอาการต่อต้านอีกสักตั้ง

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

    บอ.บู๋

ขอบคุณข่าว : www.siamsport.co.th

สนใจสมัคร ติดต่อ : https://gambleonlineforrealmoneyusa.com